Columns

2007/Apr/15

สวัสดีวันสงกรานต์ครับ...

ขออภัยที่ไม่ได้มาอัพบล็อกเสียนาน เนื่องจากทั้งติดธุระส่วนตัว ทั้งเกิดความเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ (จริงๆ นะเอ้า คนที่ไปงานกาดการ์ตูนจะเห็นได้ชัด ฮะๆ) ก็เลยทิ้งบล็อกไป 4 เดือนกว่าๆ จนได้โอกาสกลับมาอัพอีกครั้งก็คราวนี้ล่ะครับ

ถามว่าทำไมถึงกลับมาอัพได้ เหตุก็เพราะว่าผมไปเจอเอาการ์ตูนเรื่องหนึ่งเข้า ที่คิดว่าถ้าไม่แนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก (เหรอ...) ก็เลยเอามาให้ได้รู้จักกัน

ถ้าบอกว่าท้องฟ้า ทุกคนคงจะนึกถึงท้องฟ้าสีฟ้า มีก้อนเมฆสีขาวลอยล่อง มีแสงอาทิตย์อ่อนๆ ฉายแสงลงมา แต่ความจริงแล้ว ท้องฟ้ามีอะไรมากกว่านั้น... บางเวลา ท้องฟ้าก็เป็นสีแดงเพลิง ก้อนเมฆสีส้ม ดวงอาทิตย์สีส้มดวงกลมใหญ่ บางครั้ง ท้องฟ้าก็เป็นสีเทา ไม่มีก้อนเมฆ ไม่มีดวงอาทิตย์ เป็นสีเทาที่อึมครึม บางครั้ง ท้องฟ้าก็เป็นสีดำมืดสนิท ก้อนเมฆสีเทา ไม่มีแสงใดๆ จากดวงอาทิตย์อยู่เลย แต่ไม่ว่าท้องฟ้าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ก็ยังจะมีชายหนุ่มคนหนึ่งพร้อมที่จะไล่ตามท้องฟ้าที่เปลี่ยนแปลงและไม่มีวันซ้ำเหมือมเดิมอยู่เรื่อยไป จนกระทั่ง... เขาได้ไปเจอกับเรื่องมหัศจรรย์บางอย่าง กับสาวน้อยที่จะพลิกชะตากรรมของเขาให้เปลี่ยนไปใต้ท้องฟ้าที่เปลี่ยนแปลงนี้

ทั้งหมดด้านบนนั้นล่ะครับคือเรื่องราวของการ์ตูนเรื่องที่ผมจะนำเสนอนี้ ผลงานเรื่องโดยฮิซายะ นาโอกิ (ผู้เขียนเรื่อง Kanon, One, Moon ให้กับค่าย Tactics และ Key) ผลงานออกแบบตัวละครโดยนานาโอะ นารุ (วาดภาพให้กับ D.C. ~Da Capo~ Series, Canvas 2 ฉบับเกม) อนิเมชั่นโดย Nomad (Rozen Maiden Series, Chokotto Sister) การ์ตูนโรแมนติกแฟนตาซีใต้ท้องฟ้าที่จะไม่มีวันเหมือนเดิม sola ครับ (ผมไม่ได้สะกดชื่อเรื่องผิดนะครับ เขาสะกดมาแบบนั้นจริงๆ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะสะกดคำอ่านของคันจิตัว "ท้องฟ้า" ว่า Sora ก็ตามทีเถอะ แต่เขาให้มาแบบนี้ก็ต้องแบบนี้ล่ะ)

เรื่องราวจริงๆ ของเรื่องเกิดขึ้นจากชายหนุ่มที่ชื่อว่าโมริมิยะ โยริโตะ ผู้ซึ่งชื่นชอบการถ่ายรูปท้องฟ้าเป็นชีวิตจิตใจ ถ้าเห็นมุมสวยๆ เมื่อไหร่เป็นต้องชักกล้องขึ้นมาถ่ายท้องฟ้าทันที และเช้ามืดของวันหนึ่งก่อนดวงอาทิตย์จะขึ้น เขาก็ไปดักรอถ่ายรูปดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าที่ริมชายทะเล แต่ระหว่างนั้น เขาก็ไปเจอกับสาวน้อยปริศนาที่กำลังพยายามทุบตู้ขายเครื่องดื่มกระป๋องที่กินเหรียญของเธอเข้าไป โยริโตะก็เลยเข้าไปช่วยทุบตู้กับเธอด้วย ระหว่างนั้นก็เลยทำความสนิทสนมกันเล็กน้อย จนกระทั่งโยริโตะเอาซุปมะเขือเทศกระป๋องที่สาวน้อยคนนั้นต้องการออกมาจากเครื่องได้ พอจะหันกลับไปส่งให้ สาวน้อยคนนั้นก็หายไปเสียแล้ว

ในวันรุ่งขึ้น โยริโตะและอิชิซึกิ มานะ เพื่อนสาวร่วมห้องของเขาไปเยี่ยมโมริมิยะ อาโอโนะ พี่สาวของโยริโตะที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลา ระหว่างที่ทั้งหมดกำลังสนทนากันอยู่ในห้องของอาโอโนะนั้นเอง โยริโตะก็ไปเปิดดูที่ผ้าม่านของห้อง เมื่อเขาเห็นท้องฟ้ายามเย็นจากห้องนั้น เขาก็รีบออกจากห้องนั้นไปถ่ายรูปท้องฟ้ายามเย็นกับโบสถ์ที่เนินเขาใกล้ๆ นั้นทันที

ในเย็นวันนั้น เขากับมานะกลับมาที่บ้านเพื่อจะทำอาหารเย็น แต่ว่าในตู้เย็นไม่มีขิง โยริโตะจึงออกไปซื้อขิงที่ร้านขายของชำ แต่ขากลับนั้น ฝนเกิดเทลงมา ทำให้เขาต้องไปหลบฝนอยู่ที่ใกล้ๆ กับริมทะเลที่เดียวกับเมื่อวาน และเขาก็ได้เห็นเด็กผู้หญิงคนเดิมกับเมื่อวานถือร่มกำลังยืนทุบตู้ขายเครื่องดื่มกระป๋องเหมือนเช่นเดิม จู่ๆ ลมก็เกิดกรรโชกขึ้นมา ทำให้ร่มของสาวน้อยปลิวออกไป และโยริโตะก็ได้เห็น "ท้องฟ้า" ที่เป็นลวดลายอยู่ใต้ร่มนั้น เขาจึงเข้าไปช่วยสาวน้อยคนนั้นทุบตู้อีกครั้ง จนกระทั่งได้ซุปมะเขือเทศกระป๋องดังที่ตั้งใจไว้ ทั้งสองคนจึงไปนั่งหลบฝนอยู่ด้วยกัน และได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นว่าสาวน้อยคนนั้นชื่อว่าชิโฮะ มัทสึริ ซึ่งเมื่อทั้งสองคนคุยกันถึงเรื่องการถ่ายรูปท้องฟ้าของโยริโตะ มัทสึริก็ยื่นรูปถ่ายใบหนึ่งให้ เป็นรูปถ่ายท้องฟ้ายามเย็นกับโบสถ์บนเนินเขาเหมือนกับภาพที่โยริโตะถ่ายในเย็นวันนั้นทุกประการ แต่จู่ๆ เมื่อทั้งสองคนได้รู้จักกัน มัทสึริก็ลาโยริโตะแล้วก็วิ่งออกไปพร้อมกับร่มคันนั้น และโยริโตะก็ไม่ได้เจอกับมัทสึริอีกเลย จนกระทั่งเขามานึกขึ้นได้ว่าเขาได้ถ่ายรูปแบบเดียวกับที่มัทสึริเอาให้เขา เขาจึงรีบไปที่โบสถ์นั้นทันที ที่นั่น เขาได้เจอกับมัทสึริที่กำลังถูกชายคนหนึ่งถือดาบอยู่ต่อหน้า...

จริงๆ ที่เล่านี่ข้ามไปเยอะเลยครับ แต่ว่าส่วนที่ข้ามไปอยากให้ไปดูเองดีกว่า ไม่งั้นจะไม่สนุก ที่แน่ๆ คือปริศนาของมัทสึริเป็นส่วนสำคัญของเรื่องแน่นอนว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใครกันแน่ ทำไมเธอจึงต้องถูกคนอื่นๆ ตามล่า ทำไมร่มของเธอถึงได้มีลวดลายท้องฟ้าอยู่ใต้ร่ม และอื่นๆ อีกมากครับ ส่วนเรื่องโรแมนซ์ แม้ว่าคนเขียนทั้งภาพทั้งเรื่องจะเป็นหนึ่งในเรื่องของ Eroge ทั้งคู่ แต่ว่าการ์ตูนเรื่องนี้ไม่ใช่การ์ตูนฮาเร็มแน่นอนครับยืนยันได้ ตัวละครหญิงทั้ง 8 ในเรื่อง (ตัวหลัก 2 รอง 3 ประกอบ 3) ไม่ได้มาหลงรักหรือโยริโตะไปชอบทั้งหมด มีเพียงแค่มัทสึริและอาโอโนะ (พี่สาวนี่แหละ) ที่ดูจะเป็นหนึ่งในสองที่จะไปจับคู่กับโยริโตะได้ในท้ายที่สุด (ถ้าไม่มีอะไรพลิกผันไปเสียก่อน) แค่ดูจากสายตาของทั้งสามคนใน Opening ก็พอบอกได้แล้วครับว่ามันโฟกัสอยู่ที่สามคนนี่ล่ะ ส่วนเรื่องการถ่ายรูปท้องฟ้าของโยริโตะ ก็แค่งานอดิเรกอย่างหนึ่งที่นำพาให้เขาได้ไปเจอกับสาวน้อยแห่งชะตากรรมของเขานี่แหละ

เอาล่ะ แนะนำตัวละครกันนิดหน่อยครับ เริ่มจาก

โมริมิยะ โยริโตะ (ล่างซ้ายสุด) ตัวเอกของเรื่อง ชายหนุ่มผู้ชื่นชอบการถ่ายรูปท้องฟ้าเป็นชีวิตจิตใจ ไปไหนต้องพกกล้องไปกับตัวเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องเล็กหรือกล้องใหญ่ และดูเหมือนว่าชีวิตนี้จะไม่เอาอะไรอีกแล้วนอกจากรูปของท้องฟ้า แต่นอกเหนือจากการถ่ายรูป เขาก็ดูเป็นเด็กหนุ่มหน้าสวยธรรมดาๆ คนหนึ่งที่นิสัยดี จิตใจอ่อนโยน (ถ้าไม่มีเรื่องท้องฟ้ามาก่อน)

ชิโฮะ มัทสึริ (กลางซ้าย) สาวน้อยลึกลับผู้ปรากฎตัวยามค่ำคืน ดูภายนอกก็ดูเหมือนสาวน้อยน่ารักทั่วๆ ไป แต่เบื้องหลังเธอยังมีปริศนาอีกหลากหลายที่ยังไม่มีคำตอบ มีนิสัยชอบใช้กำลังทุบตีเครื่องใช้ไฟฟ้าเวลาเกิดอาการรวนหรือไม่ได้ดั่งใจ ประโยคประจำตัวก่อนพุ่งเข้าชาร์จเครื่องไฟฟ้าคือ "Se... No..." (หนึ่ง... สอง...)

โมริมิยะ อาโอโนะ (กลางขวา) พี่สาวของโยริโตะ (ยังไม่ระบุว่าพี่สาวแท้ๆ หรือไม่) เป็นคนที่พูดน้อย และแสดงอารมณ์ออกมาน้อยมาก ดูเหมือนว่าจะมีใจให้โยริโตะอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครทราบว่า ในใจลึกๆ ของเธอ คิดกับโยริโตะแค่น้องชายหรือไม่

อิชิซึกิ มานะ (ขวาล่าง) อิชิซึกิ โคโยริ (ขวาบน) สองพี่น้องสาว คนพี่เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของโยริโตะ มักจะคอยต้องมาดูแลเรื่องอาหารการกินของโยริโตะที่บ้านอยู่เสมอๆ และไม่ค่อยพอใจนักที่โยริโตะเอาแต่ถ่ายรูปท้องฟ้าจนลืมสนใจตัวเธอและพี่สาวของเขา ส่วนโคโยริเป็นเด็กสาวจอมแก่นที่ติดอาโอโนะมากพอควร นิสัยออกจะตรงข้ามกับพี่สาวของเธอมาก

ทสึจิโด ทาเคชิ (ซ้ายบน) คามิคาวะ มายูโกะ (ซ้ายล่าง) ทาเคชิเป็นชายหนุ่มที่คอยติดตามและดูเหมือนว่าต้องการจะกำจัดมัทสึริให้ได้ ส่วนเหตุผลยังไม่มีใครทราบ ส่วนมายูโกะเป็นเด็กสาว "ในความอนุเคราะห์" ของทาเคชิที่อาศัยอยู่ในลังกระดาษ และต้องคอยให้ทาเคชิเอาอาหารมาให้

เอาล่ะครับ รู้จักกันไปหมดแล้ว ทีนี้คงมีคำถามล่ะครับว่าการ์ตูนเรื่องนี้มันดีตรงไหน ทำไมถึงต้องเอามาแนะนำเร็วขนาดนี้ (เพิ่งออกได้แค่สองตอน) เหตุผลก็คือ หนึ่งแค่ชื่อเครดิตผู้สร้างอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็คงรับประกันได้ว่าผลงานคงไม่แย่ทั้งงานภาพและงานเสียง และมันไม่ใช่แค่ไม่แย่ครับ แต่มันเข้าขั้นดีเลยล่ะ ตัวอย่างจากภาพตัวละครที่เอามาให้นี่ก็คงเห็นได้ชัดถึงความงามของตัวละครทั้งหมดแล้ว และจุดสำคัญของเรื่องอย่าง "ท้องฟ้า" ก็ทำได้งดงามอีกเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของสถานที่ต่างๆ ในเรื่องนี้ด้วย ส่วนด้านเนื้อเรื่อง แค่เปิดตัวขึ้นมาก็มีปริศนาทิ้งไว้ให้ขบคิดกันแล้ว แม้ว่าช่วงต้นๆ จะยังไม่มีกุญแจไขออกมา แต่เชื่อว่าท้ายที่สุดเราจะได้รู้เรื่องราวทั้งหมดของตัวละครเหล่านี้ สอง เพลงประกอบครับ คราวนี้ได้ Element Gardens และ Lantis เป็นผู้ทำให้ แน่นอนว่าเพลงเปิดของเรื่องนี้ อารมณ์จะออกมาในแนวๆ D.C.S.S. ที่เป็นเพลงเร็ว มีไวโอลินเป็นจุดหลัก ให้ความรู้สึก "โหยหา" และ "คิดคำนึงถึง" บางสิ่งบางอย่าง ที่เราต้องติดตามกันต่อไป (แต่แปลกใจเหมือนกันว่าเพลงเปิดของเรื่องนี้ชื่อว่า Colorless Wind ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับท้องฟ้าซึ่งเป็นชื่อเรื่องเลย เช่นเดียวกับตัวเอกของเรื่องทั้งสองคนซึ่งก็ไม่ได้มีชื่อเป็นท้องฟ้าเลย) แต่เพลงนี้เพราะครับ ลองกดฟังดูได้ (แบบเต็มจะมาวันที่ 25 นี้ครับ) สาม ความโรแมนซ์ครับ เปิดตัวมาเหมือนกับว่าโยริโตะกับมัทสึริจะมีชะตาต้องกันแต่ต้น ไม่งั้นคงไม่ได้เจอกันแบบนี้ แต่ถ้าดูจาก Opening แล้ว ดูเหมือนว่าโยริโตะเองก็ยังเลือกไม่ได้ระหว่างมัทสึริกับอาโอโนะเสียด้วย ก็ต้องดูกันต่อไปยาวๆ ล่ะครับว่าเขาจะเลือกใคร หรือจะเลือกทั้งคู่กันนะ...

ท้ายที่สุด เชียร์มาขนาดนี้ ลองไปดูกันเถอะครับ แล้วจะไม่ผิดหวัง โดยเฉพาะคนที่ชอบการ์ตูนแนวๆ นี้ (อย่างน้อยๆ เคยผ่าน D.C.S.S. มาแล้ว) น่าจะสนุกกับมันได้แน่ๆ แต่ที่แน่ๆ ลองคุณได้มาชมการ์ตูนเรื่องนี้แล้ว คุณจะรักท้องฟ้าขึ้นอีกเป็นกอง ไม่ว่าท้องฟ้านั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอีกเท่าไหร่ก็ตาม เพราะอย่างน้อยๆ ผมก็ชอบมันไปแล้วล่ะ

Colorless Wind (sola Opening Theme TV Version) - Yuki Aira

ภาพประกอบจาก Akibakko

ด้วยรักในท้องฟ้า ไม่ว่าท้องฟ้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ยามาซากิ คาโอรุ

2006/Nov/16

พูดถึงเมดหรือสาวใช้ คนการ์ตูนทั้งที่เป็นคนธรรมดาหรือระดับโอตาคุ คงจะมีภาพอย่างเดียวกันปรากฎขึ้นในสมองทันที ว่าจะต้องเป็นสาวน้อยน่ารักในชุดสาวใช้สไตล์ยุโรปโบราณ มีผ้ากันเปื้อนสีขาวมีระบาย มีที่คาดผมลูกไม้สีขาว อุปกรณ์ประจำตัวก็ต้องไม้กวาด ไม้ถูพื้น ตะหลิว หรือไม้กระบอง (ไว้ฟาดเจ้านายหื่นๆ) บางคนจะใส่ออพชั่นเพิ่มเติมเช่นแว่นตา หูแมว หรืออื่นๆ เพิ่มลงไปด้วย แต่โดยรวมๆ ก็คงได้ภาพออกมาเป็นแบบนี้ล่ะมั้งครับ

แต่ทีนี้ ตัวอาชีพความเป็นสาวใช้เนี่ย ไม่ใช่อาชีพที่จะก้าวหน้าหรือทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำมากนักหรอกครับ ถ้าสำหรับใครที่ทำงานนี้เป็นอาชีพหลักและอาชีพเดียวจริงๆ เพราะต้องไม่ลืมว่าสาวใช้ ก็คือสาวใช้วันยังค่ำ หน้าที่หลักก็คือคอยรับใช้งานที่เจ้านายสั่งมา และก็เท่านั้นเอง ดังนั้นสำหรับหลายๆ คนแล้ว ก็มักจะเลือกอาชีพสาวใช้เป็นแค่อาชีพทางผ่านก่อนที่จะไปทำอาชีพอื่นเมื่อมีเงินทุนพอที่จะไปทำกิจการอะไรได้แล้วล่ะครับ

แต่มันก็มีอีกด้านหนึ่งครับ กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ได้ทำงานเป็นสาวใช้แบบเต็มๆ ตัว ชนิดที่ต้องไปปัดกวาดเช็ดถูบ้าน ทำอาหาร เลี้ยงเด็ก เฝ้ายาม ฯลฯ แต่คนเหล่านี้ก็ใส่ชุดสาวใช้เหมือนกัน แต่ทำเงินได้ดีกว่าสาวใช้จริงๆ ซะอีก... แน่นอนครับ คอสเพลย์นั่นแหละ (ที่ผมใช้คำว่า Meido ในชื่อตอน ไม่ได้เขียนผิดหรอกครับ ผมใช้โรมาจิของคำว่าเมดที่เขียนเป็นคาตะคานะมาใช้ เพื่อจะแยกเมดคอสเพลย์ออกจากเมดที่เป็นสาวใช้จริงๆ (ที่เขียนว่า Maid) ในบ้านออกจากกัน คิดว่าคงจะเข้าใจนะครับ)

เมดคาเฟ่เป็นแหล่งทำเงินชั้นดีของคอสเพลย์เยอร์ที่รักงานบริการ และชอบที่จะใส่ชุดสาวใช้หรือบริกร (บัทเลอร์คาเฟ่ (Butler Cafe) ก็เป็นด้านตรงข้ามของเมดคาเฟ่นั่นล่ะครับ กลับจากสาวใช้น่ารักๆ เป็นบริกรหล่อๆ เท่านั้นแหละ) เหตุผลก็เพราะร้านพวกนี้กำไรดีครับ ทั้งค่าอาหาร ค่าสินค้าในร้าน และค่าบริการ (Service Charge) เจ้าของร้านก็นับเงินกันมือเป็นระวิง พนักงานก็ได้เงินไปดังใจ ลูกค้าก็มีความสุขกับการได้มาใช้บริการร้านนี้ ด้วยเหตุผลนี้เอง หลายๆ คนจึงคิดว่าน่าจะมาเป็นเมดในเมดคาเฟ่ก็น่าจะดีเหมือนกัน

แต่... ชีวิตของคอสเพลย์เยอร์ที่มาทำงานในเมดคาเฟ่มันไม่ได้สวยงามไปซะทุกเรื่องหรอกครับ ด้านอันตรายของมันก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน อย่างเช่นตัวอย่างในข่าวต่อไปนี้ครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"พวกหื่นๆ น่ารำคาญที่คอยมาตามหาสาวผู้ถูกแต่งตัวเป็นสาวใช้ของโอตาคุ"

อากิฮาบาระ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นย่านการค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ามาก่อน ปัจจุบันได้กลายสภาพไปเป็นสวรรค์ของเหล่าโอตาคุ และก็ได้กลายเป็นแหล่งของ "การตามล่าเมด" ที่เหล่าคนชั้นต่ำทั้งหลายจะไปไล่ล่าตามหาคอสเพลย์เยอร์ที่แต่งตัวเป็นสาวใช้ที่เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าโอตาคุในญี่ปุ่น ตามการรายงานของ Shukan Asahi

"การตามล่าเมด" จะเกี่ยวข้องกับโจรผู้รายที่จะไปเดินตามล่าคอสเพลย์เยอร์ที่คอยบริการโอตาคุอยู่ในบริเวณอากิฮาบาระนั้น ซึ่งมีรายงานว่า มีสาวน้อยคอสเพลย์ตกเป็นเหยื่อของเหล่าโจรผู้ร้ายเหล่านี้เพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อไม่นานมานี้

เมดสาวอายุ 18 ปี แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำกรุงโตเกียวหลังจากที่เธอถูกดักซุ่มในอากิฮาบาระในคืนวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา เธอเล่าว่าเธอแต่งตัวเป็นเมดและไปยืนแจกใบปลิวแนะนำร้านของเธอที่สถานีรถไฟอากิฮาบาระ ชายหนุ่มในแว่นตาเดินเข้ามาหาเธอ แล้วก็ถามเธอว่าร้านของเธอไปทางไหน เมดก็เลยพาชายหนุ่มคนนั้นไปที่ร้าน และนำเขาขึ้นไปที่บันไดชั้นที่สองที่มืดและแคย ทันใดนั้น ชายหนุ่มคนนั้นก็หันมาหาเธอ แล้วก็แทงมีดใส่หน้าของเธอ แล้วก็เอามือจับที่ที่รัดเข่า ก่อนที่จะจับหน้าอกของเมดคนนั้น แล้วก็วิ่งหนีไป



เมดอีกคนหนึ่ง อายุ 18 ปีเช่นกัน ให้สัมภาษณ์ว่าไม่ใช่แค่คนเดียวที่ถูกกระทำแบบนี้ เธอบอกว่ามีอีกอย่างน้อย 8 คนที่โดนชายคนนี้กระทำ เพราะว่าเดือนที่แล้ว ผู้ชายคนนี้ก็เคยแอบจับบั้นท้ายของเธอตอนที่เธอเดินนำขึ้นบันไดไป ก่อนที่เธอจะหันกลับมาด่าชายคนนั้น ส่วนชายคนนั้นวิ่งหนีไป

Ea Moetto ร้านเมดคาเฟ่ที่เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในการเป็นสวรรค์สาวใช้ จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ ร้านแห่งนี้จะต้องเป็นร้านถ้ำมอง ที่ชายหนุ่มจะต้องจ่ายเงินเพื่อจะได้ห้องส่วนตัวที่สามารถดูภาพยนตร์ลามก และยังสามารถจะช่วยตัวเองในห้องนั้นได้ด้วย

เจ้าของร้านเมดคาเฟ่บอกว่า เขาได้ซื้อ DVD หนังลามกมากว่า 3,000 แผ่น และหวังจะเปิดร้านถ้ำมอง แต่ว่ารัฐบาลไม่ให้ใบอนุญาตเปิดร้านเนื่องจากว่าจะมีมหาวิทยาลัยเปิดขึ้นในบริเวณใกล้ๆ กันนี้ (และธุรกิจลามกอนาจารไม่อนุญาตให้เปิดภายในระยะห่างหนึ่งจากสถาบันการศึกษา) นั่นทำให้เขาไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี จนกระทั่งเขาได้ไอเดียว่าจะเปิดเมดคาเฟ่ที่มีห้องส่วนตัว ซึ่งร้านของเขาก็ไม่ได้ลูกค้าที่เป็นโอตาคุอย่างที่เขาคาดไว้ แต่เขาได้ลูกค้าที่เป็นผู้ชายธรรมดาๆ ที่ใช้ร้านนี้เป็นทางเลือกที่ถูกกว่าร้านคาบาเร่ต์ทั่วๆ ไป ในสุดสัปดาห์ เขาได้ลูกค้าในร้าน 100 คนด้วยกัน

ร้าน Ea Moetto คิดราคาการอยู่ด้วยกันกับเมดในห้องส่วนตัว 30 นาที 2,500 เยน ซึ่งลูกค้าจะได้รับบริการจากคอสเพลย์เยอร์เช่นการดื่มชาด้วยกันในถ้วยเดียวกัน หรือการนวดไหล่ให้ และจะมีราคา 6,000 เยนสำหรับการพาเมดไปเดินเที่ยวนอกร้าน 1 ชั่วโมง หนึ่งในพนักงานร้านบอกอีกว่า ทางร้านห้ามลูกค้ากับพนักงานไปมีเพศสัมพันธ์หรืออะไรก็ตามที่คล้ายคลึงกันในการออกไปข้างนอก แต่เช่นเดียวกับร้านคาบาเร่ต์ ที่จะไม่ห้ามพนักงานมีความรักกับลูกค้า เคยมีลูกค้าคนหนึ่งเรียกให้สาวใช้คนหนึ่งไปบริการถึง 7 ชั่วโมง ก่อนจะพาเธอไปเดทที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์

แปลและเรียบเรียงจาก: "Pesky perverts pry on otaku 's dolled-up maids" โดย Ryann Connell คอลัมน์ Wai Wai หนังสือพิมพ์ไมนิจิ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน 2006



ไม่รู้ว่าหลังจากจบข่าวนี้ จะทำให้มีคนเข้าไปสมัครงานเป็นพนักงานที่เมดคาเฟ่มากขึ้นหรือน้อยลงนะครับ แต่ก็อย่างที่เห็นแหละครับ ว่าการเป็นเมดในเมดคาเฟ่ มันก็มีทั้งสองด้าน ด้านหนึ่ง การที่คุณแต่งตัวแปลกแยกจากประชากรคนอื่นทั่วไป ก็เท่ากับคุณจะตกเป็นเหยื่อหรือเป็นเป้าหมายของพวกมิจฉาชีพที่ทั้งหวังร่างกายของคุณหรือหวังทรัพย์สินของคุณได้ง่ายกว่าเดิม (มีข่าวว่ามีโจรไปดักจี้เมดเอาเงินด้วย เพราะว่าอย่างที่บอกล่ะครับ เมดรายได้ดี โจรก็เลยดักปล้นเมด เพราะคิดว่าสาวน้อยน่ารักที่มาเป็นคอสเพลย์เยอร์จะอ่อนแอ ไม่มีวิชาป้องกันตัวใดๆ ที่จะมาต่อต้านโจรผู้ร้ายเหล่านี้) มันก็เหมือนคำที่เขาบอกกันทั่วๆ ไปล่ะครับว่า High Risk, High Return อาชีพพนักงานในเมดคาเฟ่มีความเสี่ยงอยู่ระดับหนึ่ง มากกว่าพนักงานเสิร์ฟทั่วๆ ไปในร้านอาหารอยู่เล็กน้อย เพราะว่าเธอจะต้องทำงานบริการมากกว่าพนักงานเสิร์ฟทั่วๆ ไป แต่ว่าค่าตอบแทนที่เธอได้ก็มากกว่าพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารทั่วๆ ไปด้วยเหมือนกัน ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองล่ะครับ ว่าจะหาวิธีการลดความเสี่ยงตรงนี้ได้อย่างไร อย่างน้อยที่น่าจะแนะนำได้ ก็คือพวกศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่าทั้งหลายนี่แหละครับ ผมเชื่อว่าคงไม่มีร้านไหนที่จะบอกให้พนักงานยอมโดนลูกค้ากระทำย่ำยีหรอก แบบนั้นจะเสียชื่อเสียงกว่าพนักงานจัดการลูกค้าหื่นกามได้เยอะเลย

แต่อีกทางหนึ่ง ลูกค้าที่มาเข้าเมดคาเฟ่ไม่ได้มีแต่โอตาคุหื่นๆ ที่หวังจะมา "ได้" อะไรจากพนักงานในร้านหรอกครับ หลายคนก็มาแค่ทานอาหารตามปกติ มาหาคนนวดไหล่ให้หายเมื่อย หาเพื่อนคุยเพื่อนดื่มชาด้วย ก็เท่านั้น แล้วเมื่อคนสองคนได้คุยกัน ได้ทำความรู้จักกัน (อย่างน้อยๆ มันก็ต้องมีถามชื่อกันบ้างล่ะ คนเข้าไปอยู่ด้วยกันสองต่อสอง 30 นาทีเนี่ย จะให้คุยกันโดยไม่รู้จักกันเลย ก็ตายพอดี) มันก็ต้องมีความสนิทกันบ้างไม่มากก็น้อย ยิ่งถ้าไปเจอเมดที่ถูกคอ คุยกันสนุก เข้าใจกัน มีอะไรๆ หลายๆ อย่างเหมือนกัน ความรักมันก็บังเกิดขึ้นได้ไม่ยากหรอกครับ ผมเชื่อว่าวันที่พนักงานคนนั้นมาลาออกจากคาเฟ่โดยบอกว่า "แฟนของฉันเขาไม่ให้ทำงานนี้แล้วค่ะ เขาอยากจะให้ฉันไปบริการเขาคนเดียวค่ะ ดังนั้นคงต้องขออภัยด้วยนะคะ ที่ฉันคงมาทำงานที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งค่ะ" คงจะไม่มีเจ้าของร้านและเพื่อนร่วมงานคนไหนที่จะดึงเธอไว้หรอกครับ ก็การที่ได้มีความรักกับชายหนุ่มที่ดี ก็เป็นความฝันอันสวยงามของเด็กผู้หญิงอยู่แล้วนี่นา พนักงานในเมดคาเฟ่หลายๆ คนก็คงจะคิดเหมือนผมแหละว่า ถ้าตัวเองมีแฟนแล้ว ก็คงมาทำงานแบบนี้ไม่ได้แล้วล่ะ

ยังไงนี่ก็เป็นด้านบวกและด้านลบของเมดคาเฟ่ที่ใครที่อยากจะไปสมัครเป็นพนักงาน (ไม่จำเป็นต้องเป็นคอสเพลย์เยอร์หรอกครับ ผมเชื่อว่าเมดคาเฟ่เน้นที่การบริการมากกว่าการใส่ชุดแล้วขึ้นหรือไม่ขึ้น ถ้าคุณทำงานบริการได้ดี คุณก็ประสบความสำเร็จในการสวมชุดเมดแล้วนี่ครับ หรือผมเข้าใจอะไรผิด) คงต้องรับรู้และตัดสินใจชั่งน้ำหนักเอาเอง แต่ยังไงเสียงานนี้ก็เป็นอาชีพสุจริตอาชีพหนึ่งที่ผมว่าไม่เสียหายอะไร และก็คงไม่มีใครไปดูถูกคุณได้ว่าคุณไปทำงานเป็นเมดในเมดคาเฟ่ (ที่ดีๆ) อย่างน้อยคุณก็หาเงินได้ด้วยตัวเอง ดีกว่าพวกเกาะชาวบ้านกิน พวกโกงกิน พวกทำตัวไม่มีประโยชน์ หรือพวกโจรผู้ร้ายอะไรพวกนี้อีกเยอะเลยล่ะ

ส่วนเรื่องลูกค้าของร้านพวกนี้ คงไม่ต้องพูดอะไรมากล่ะมั้งครับ แค่อย่าไปหาเศษหาเลยกับพนักงานเพราะคิดว่าจ่ายเงินแล้วเขาต้องยอมเราทุกอย่าง อย่าคิดแบบนั้นครับ เพราะว่าต่อให้เธอเป็นพนักงานหรืออะไรยังไง เธอก็ยังเป็นเด็กผู้หญิง เป็นผู้หญิงเหมือนกับแม่ของเรา ซึ่งเราไม่ควรไปทำอะไรไม่ดีด้วย จำข้อนี้ไว้ก็พอครับ แล้วก็ไปมีความสุขให้เต็มที่กับเมดคาเฟ่ซะ ส่วนเรื่องรักในคาเฟ่ ถ้าคุณหวังว่าอยากจะเจอ ก็ขอให้พลังแห่งผ้ากันเปื้อนและหัวใจรักบริสุทธิ์จงคุ้มครองคุณให้ได้เจอกับเมดสาวผู้น่ารักที่รักคุณจริงๆ ไม่หวังจะปอกลอกเอาแต่เงินหรือหวังแต่จะหากำไรให้คาเฟ่ เท่านั้นล่ะครับ

ภาพประกอบจาก http://en.wikipedia.org/

ด้วยรักในผ้ากันเปื้อน ไม้กวาด และที่คาดผม

ยามาซากิ (มิคามุระ) คาโอรุ

2006/Oct/17



http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A4736922/A4736922.html

เมื่อไม่นานมานี้ ถ้าใครได้เข้าไปอ่านกระทู้หนึ่งในเว็บบอร์ดชื่อดัง คงจะเห็นถึงเรื่องราวของความวุ่นวายในโรงภาพยนตร์ที่กำลังฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่องหนึ่ง (รูปที่ให้มานี่ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิง กล่างถึง หรือยกตัวอย่างอะไรทั้งสิ้นในกระทู้นี้นะครับ เอ๊ะ แล้วจะใส่มาทำไมฟะ) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีแฟนๆ ในประเทศไทยคอยติดตามชมอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแฟนการ์ตูนหรือไม่ก็ตาม

มันก็คงไม่ใช่เรื่องอะไรหรอกครับ หนังที่สร้างจากการ์ตูนเรื่องดัง ใครๆ ก็ต้องไปดูอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่มันเกิดเป็นปัญหาจนต้องมาเป็นเรื่องของเสียง "กรี๊ดสลบ" ของบรรดาผู้ชมคนหนึ่ง (สอบถามมาจากผู้อยู่ในเหตุการณ์แล้วครับ เรื่องจริงๆ ไม่ได้วุ่นวายแบบในกระทู้นั้น จริงๆ แล้วมีคนกรี๊ดแค่คนเดียว ไม่ได้รุนแรงอะไรมากมายแบบที่ในกระทู้นั้นพูดถึงครับ) ที่ร้องกรี๊ดกันขึ้นมาในเวลาที่ตัวละครโปรดของกลุ่มนั้นปรากฎกายออกมาในฉาก ไม่ใช่แค่หนึ่ง แค่สอง แต่เยอะกว่านั้นครับ ตามข่าวบอกว่าแทบทุก Scene เลยล่ะที่มีตัวละครออกมา แถมมันไม่ใช่ตัวเดียวซะด้วย...

ทีนี้ปัญหาเกิดสิครับ โรงภาพยนตร์ ไม่ใช่เวทีคอนเสิร์ตที่จะมากรี๊ดสลบกันได้ คนอื่นๆ ที่ไม่ได้มากรี๊ดสลบอย่างพวกนี้ก็พลอยซวยไปเพราะว่ามันมืด จะตามตัวกันยังไงก็ไม่ได้ ใครเป็นใครก็ไม่รู้ ผลสุดท้ายพอออกจากโรงมาก็เลยมาโวยวายในเว็บบอร์ดจนกลายเป็นเรื่องขึ้นมานั่นล่ะครับ (จริงๆ มีประเด็นอื่นนอกเหนือจากประเด็นนี้ด้วย แต่เรายกไว้ทีหลังครับ กระทู้นี้เราว่าด้วยเรื่องกรี๊ดสลบกันอย่างเดียว)

เอาล่ะ ยังไงก็ฟังหูไว้หูนะครับ ข่าวจากเว็บบอร์ด ยังไงก็หารสองหารสามหารสี่เอาเอง (แต่ผมมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ยืนยันได้ว่ากรี๊ดจริงจากโรงภาพยนตร์นี่แหละ แต่ไม่ใช่เรื่องนี้ เกิดขึ้นก่อนหน้านี้พอสมควร กับภาพยนตร์การ์ตูนนี่แหละ) เหตุการณ์มันก็ผ่านไปแล้ว มันจะแก้ไขอะไรก็ไม่ได้ ภาพที่ออกมาสู่บุคคลทั่วไปก็กลายเป็นลบไปแล้วพอสมควร ต่อให้ว่านี่มันเป็นรอบปฐมทัศน์ เป็นภาพยนตร์สร้างจากการ์ตูน เป็นรอบที่จำกัดคนดูไว้เฉพาะกลุ่มมากๆ แต่โรงภาพยนตร์ก็คือโรงภาพยนตร์วันยังค่ำ โรงภาพยนตร์มี กฎ ระเบียบ และมารยาทในการเข้าไปใช้บริการของมันอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะเรื่องเสียงที่เป็นหลักใหญ่ใจความของโรงภาพยนตร์เลยล่ะ ปกติแค่โทรศัพท์ดังในโรงภาพยนตร์นี่ก็โดนเหยียดหยามทางสายตากันทั้งโรงอยู่แล้ว แต่อันนี้เล่นกรี๊ดกันลั่นโรง จะไม่ให้คนเขารำคาญกันได้ยังไงล่ะครับ จริงๆ แล้วนี่มันก็ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์ และผมก็ไม่เชื่อว่าภาพยนตร์อื่นๆ ทั่วไปจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ เพียงแต่ว่า ภาพของเหล่าผู้ไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้แทบจะถูกหมายหัวไว้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ ตอนนี้ไม่ทราบว่าทางผู้จัดเข็ดกันไปหรือยัง และจะได้มีโอกาสนี้กันอีกหรือเปล่า...

นอกเหนือจากโรงภาพยนตร์แล้ว เหตุการณ์กรี๊ดสลบแบบนี้ยังเกิดได้กับสถานที่ต่างๆ อีกมากมาย ไล่ตั้งแต่เวทีคอนเสิร์ต (โดยเฉพาะคอนเสิร์ตของไอดอลหนุ่มๆ รูปงาม ไม่ว่าจะไทยหรือเทศ แหม ทำไมคอนเสิร์ตคาราบาวไม่มีมั่ง) สนามบิน (เดี๋ยวนี้คงต้องย้ายไปกรี๊ดที่สุวรรณภูมิแล้วสินะเวลามีไอดอลต่างชาติมาเมืองไทย) สนามฟุตบอล (น่าจะเป็นสนามฟุตบอลไม่กี่ประเทศที่จะมีคนไปกรี๊ดนักฟุตบอลโดยไม่ได้เป็นกองเชียร์ทีมอะไรเลย โดยเฉพาะเวลาที่ดาราลงเตะนัดการกุศลหรือนักฟุตบอลต่างชาติมาแข่งในเมืองไทย) อาคารฐานเศรษฐกิจ (เวลามีคนไป "สครีม" คอสเพลย์เยอร์ในงานต่างๆ) สยามพารากอน (เวลามีไอดอลมาจัดงานอะไรซักอย่างแถวๆ นั้น) และอีกมากมายสารพัด แต่... ไอ้การกรี๊ดสลบนี้มันจะไม่เกิดขึ้นได้เลย ถ้าไม่มีคนไปให้กรี๊ด และเป้าหมายของการกรี๊ดสลบเหล่านั้นก็คือ "ไอดอลหน้าตาดี" นั่นล่ะครับ



ผมคิดว่าผมคงไม่สรุปผิดไปจากความจริงเท่าไหร่นัก ว่าไอดอลเหล่านี้ จะมีแฟนๆ กลุ่มหนึ่งที่คอยไปกรี๊ดสลบไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร บางครั้งก็ก้าวล่วงความเป็นส่วนตัวของไอดอลเหล่านั้นจนกลายเป็นเรื่องปวดหัวของทีมงานไป ซึ่งถามว่า มันผิดมั้ยที่ไปกรี๊ดสลบแบบนั้น ไม่ผิดหรอกครับ มันเป็นสิทธิ์ของคุณ เพียงแต่ว่า มันไปทำในสถานที่ๆ ไม่ควรทำก็เท่านั้นเอง เอาล่ะ เวทีคอนเสิร์ต ทำไปเถอะตามสบาย นักร้องและไอดอลเล่านั้น เขาอยากให้คุณกรี๊ดอยู่แล้วครับ ดังนั้นเอาให้เต็มที่ เอาให้คอขาดกันไปเลย ไม่ว่ากัน สนามฟุตบอล ถ้าเป็นฟุตบอลดาราแข่งก็ตามสบายอีกเช่นกัน บรรยากาศมันให้ เพียงแต่มันจะขัดๆ กันอยู่หน่อยตรงที่ว่าเขามาเล่นฟุตบอล เราควรจะดูเขาที่ฝีเท้า ไม่ใช่ดูที่หน้าตา อันนั้นยกไว้ในที่เข้าใจ แต่ไปกรี๊ดในโรงภาพยนตร์เนี่ยสิครับ ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น หลงใหลในความหล่อของพี่ท่านจนลืมไปแล้วหรืออย่างไรกันว่าที่นี่คือโรงภาพยนตร์ ที่ๆ ควรจะต้องเงียบที่สุด...

ผมนึกไม่ออกจริงๆ ครับ ว่ากลุ่มที่ไปกรี๊ดในโรงภาพยนตร์เนี่ย เขาคิดอะไรกันอยู่ถึงทำแบบนั้นมา (มีเสียงบ่นลอยลมมา "สงสัยไม่ได้คิดอะไรเลยแหงๆ") จะกรี๊ดแค่ว่า "ก็นักแสดงชายมันหล่อนี่นา มันเลยต้องกรี๊ด" ผมว่าก็... ดูยังไงๆ ชอบกลนะ ถ้างั้นคุณจะต้องไปกรี๊ดคนหล่อเข้าตาคุณทุกคนเหรอครับ แบบนั้นก็ไม่ไหวนะ หรือจะกรี๊ดเพราะว่า "ก็เขามารับบทเป็นตัวละครหนุ่มที่น่ากรี๊ดแสนกรี๊ดนี่นา จะให้ทำยังไงล่ะ" ผมก็ต้องตั้งข้อสงสัยอีกล่ะว่า การกรี๊ดตัวละครในการ์ตูน กับการกรี๊ดนักแสดงที่มารับบทเป็นตัวละครตัวนั้น มันเหมือนกันหรือเปล่า ผมเชื่อว่า ถ้าผมเป็นคนทำหนัง แล้วคนดูบอกว่ากรี๊ดเพราะนักแสดงคนนั้นมารับบทเป็นตัวละครที่คนดูชอบ ผมว่าหนังของผมทำไม่สำเร็จนะ ในการมีนักแสดงมาแทนตัวละครในการ์ตูนคนนั้น ถ้าทำหนังแล้วคนยังมากรี๊ดตัวละครในการ์ตูน แบบนั้นไม่ต้องทำหนังไปเลยไม่ดีกว่าเหรอครับ ทำเป็นการ์ตูนไปเลยน่าจะดีกว่านี่นา หรือจะกรี๊ดเพราะเขาแสดงดี ถ้าแสดงดี ทำไมต้องกรี๊ดมันทุกช็อตๆ ขนาดนั้นด้วยล่ะครับ แล้วการแสดงดี มันควรจะตอบรับด้วยการกรี๊ดเหรอ... ไม่ใช่มั้งครับ

สรุปแล้ว ผมให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้มากไปกว่า "กรี๊ดคนหน้าตาดี" ซึ่งผมก็หวังว่า ความเป็นจริงคงไม่เป็นเช่นนั้น (จริงๆ แล้วอยากจะพูดถึงเหตุอีกสองเหตุก่อนหน้านี้ หนึ่งเรื่องเกิดในโรงภาพยนตร์เหมือนกัน แต่เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่น แต่คนก็ยังกรี๊ดกันอยู่ดี อีกเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เป็นการกรี๊ดเหมือนกัน แต่เป็นการกรี๊ดที่ผมไม่ควรไปพูดถึง) แต่เอาเถอะครับ จะกรี๊ดคนหน้าตาดี มันก็เป็นเรื่องของคุณที่ผมคงไปห้ามไม่ได้ เพียงแต่ว่า จะทำอะไรก็ทำให้มันถูกที่ถูกทางหน่อยก็เท่านั้นเอง จะทำอะไรก็คิดเสียก่อนว่าเรากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน และเมื่อไหร่ คนที่เรากำลังกรี๊ดอยู่น่ะเป็นใคร และเรากรี๊ดไปแล้ว เราไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครหรือเปล่า

จะทำอะไรออกมาน่ะ คิดหน่อยก็ดีครับ อย่าให้เขาว่าเอาได้เลยว่า "ก็พวกนี้น่ะไม่มีสมอง เห็นคนหล่อที่ไหนก็กรี๊ดไปทั่ว ไม่รู้จักดูอย่างอื่นซะบ้าง" แล้วมันจะเสียกันไปหมดนะครับ (ผมเอาคำด่าชาวบ้านเขามานะครับ ผมไม่ได้คิดเองนะ จะเถียงอะไรไปเถียงเขาโน่นนะครับ อย่ามาเถียงผมเน้อ)

ภาพประกอบจาก http://arell-chan.livejournal.com/597.html

ด้วยรักและเหนื่อยหน่ายกำลังสอง จากคนหน้าตาไม่ดีไม่มีสาวมากรี๊ด

ยามาซากิ คาโอรุ

อย่าลืมครับ คุณมีสิทธิ์ที่จะกรี๊ดได้ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะโวยวายคุณถ้าคุณไปกรี๊ดผิดกาลเทศะเหมือนกัน